ค้นหา

บทความที่ได้รับความนิยม

งานปาร์ตี้กับโสเครตีส!


ปาร์ตี้กับโสเครตีส!
ผมมีความสนใจเรื่องประวัติศาสตร์อาหารเสมอ
มา อยากรู้ว่านักรบคนนี้ กษัตริย์คนนั้น หรือนักปรัชญาอยู่กินกันอย่างไรทำไมถึงได้ฉลาดหลักแหลม พวกเขาไปปลูก ไปหา หรือออกล่ายังไง กินดิบหรือสุก

วิธีคิดเช่นนี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวเวลาเดินทางไปต่างประเทศหรือต่างเมือง คือพยายามเดินออกจากแหล่งท่องเที่ยว ไปคุยกับคนพื้นถิ่น แม้ภาษาจะไม่เข้าใจกันบ้างก็กล้อมแกล้มไป อย่างน้อยเราก็น่าจะได้รับรอยยิ้มที่จริงใจ ที่สำคัญคือ ไปหาอะไรที่ชาวบ้านกินกัน ร้านข้างถนนยิ่งดี วิถีแบบนี้เข้ากับสุภาษิตฝรั่งที่ว่า When in Rome, do as the Roman’s do. คือ เมื่อถึงโรมแล้วก็จงทำตัวเหมือนเป็นชาวโรมัน

การเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ให้ดีก็เช่นกัน ถ้ามัวแต่มานั่งท่องเหตุการณ์ตามปี ก็จะจดจำได้ยาก เพราะไม่ได้เกิดขึ้นจากความเข้าใจและความรู้สึกเป็นพื้นฐานก่อน เข้าใจว่าเรื่องมันนานนมมาแล้ว เราจะไปรื้อฟื้นหรือย้อนเวลาหาอดีตก็ไม่ได้ แต่เรามีจินตนาการไงครับ ก็คิดฝันเอาตามหลักฐานข้อมูลที่มี แล้วตั้งโจทย์กับมันดู ว่าวัตถุโบราณหรือบันทึกโบราณสามารถก่อรูปร่างเป็นเรื่องเล่าที่มีชีวิตชีวาได้ขนาดไหน เอาง่ายๆ แค่เรื่องอาหาร ก็น่าจะพอให้เราเห็นภาพชีวิตประจำวันของคนในยุคนั้นได้พอปะแล่มๆ บ้างอย่างแน่นอน
จากการอ่านเอกสาร และข้อมูลที่มีอยู่ก็ทำให้เห็นว่าชาวกรีกกินอะไร สังคมกันแบบไหน ให้ความสนใจกับอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งล้วนแต่สะท้อนสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองออกมาผ่านสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันเหล่านี้

เมื่อมีข้อมูลแล้ว ผมก็เลยลองสวมบทเป็นผู้กับภาพยนตร์ ลองนึกถึงปาร์ตี้ซิมโพเซียมที่เต็มไปด้วยชายฉกรรจ์บ้าปรัชญา มารวมตัวถกเถียงกันเรื่องศีลธรรมและการเมืองผ่านแก้วไวน์ที่มีทาสคอยบริการ ขอบอกว่าปาร์ตี้แบบนี้อนุญาตให้เฉพาะผู้ชายเข้าร่วมเท่านั้นนะครับ ส่วนผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน จะมีก็แต่เด็กผู้หญิงที่ถูกจ้างมาเต้นรำและทำการแสดงให้ชมเท่านั้น พอจบก็ถูกไล่กลับ คงไว้แต่เด็กผู้ชาย
โสเครติสกำลังการสอน

เมนูแกล้มความรู้และความบันเทิงของคนกรีกยุคนั้น พื้นๆ ก็จะเป็นไวน์ผสมน้ำ ไม่ก็น้ำเปล่า แต่ไม่มีใครนิยมดื่มนมสดกัน เพราะถูกถนอมเอาไว้ทำชิส และถ้าใครกินนมล้วนถือว่าไร้วัฒนธรรม พอๆ กับการดื่มไวน์เพียวๆ ด้วย ปาร์ตี้ซิมโพเซียมไม่ได้เน้นอาหารเหมือนโต๊ะจีน จะว่าไปแล้วก็น่าจะประมาณปาร์ตี้ค็อกเทล เพราะส่วนใหญ่ทุกคนจะกินอาหารว่างช่วงค่ำมาก่อนแล้ว ซึ่งถือเป็นอาหารมื้อหลักของวัน อันประกอบด้วย ผัก ผลไม้ ปลา และบางครั้งจะมีเค้กน้ำผึ้ง โดยน้ำผึ้งเป็นของหวานหลัก เพราะน้ำตาลยังไม่ถูกผลิตขึ้นในยุคนั้น

สารโปรตีนของชาวกรีกได้จากปลาเป็นหลัก นานๆ จะกินเนื้อวัวที เพราะมีราคาแพง และจะหากินได้ก็ตามงานเทศกาล ซึ่งชาวกรีกจะเชือดหมูเชือดวัวสังเวยเทพเจ้า เสร็จแล้วจึงเอามาปรุงเป็นอาหารแจกจ่ายชาวบ้านกิน

อุปกรณ์บนโต๊ะอาหารก็จะมีชามใส่อาหารต่างๆ ที่ว่ามา และใช้มือหยิบรับประทาน ขนมปังจะถูกฉีกมาตักซุปข้น และยังชาวกรีกยังใช้ขนมปังเป็นเหมือนผ้าเช็ดปากและเช็ดมือด้วย พอใช้เสร็จก็จะโยนทิ้งลงบนพื้นให้สุนัขหรือไม่ก็ทาสเอาไปกินต่อ

ถ้าหากเอาค่านิยมของคนปัจจุบันไปวัด คงไม่มีใครทนกับวัฒนธรรมแบ่งแยกชนชั้นแบบนี้ได้แน่นอน นอกจากนี้รสชาติจืดๆ ของไวน์ผสมน้ำก็คงเป็นเรื่องที่ไร้วัฒนธรรมสิ้นดี

บรรยากาศของซิมโพเซียม
“พวกแกกินไวน์แบบนั้นเลยเหรอ ไร้วัฒนธรรมบรรลัย” โสเครติสถามขึ้นกลางวงที่ทุกคนกำลังรุมล้อมผมอยู่ “แกเป็นพวกคาเทจใช่หรือไม่” โสเครติสเริ่มฉายแววนักตั้งคำถามตามที่เคยอ่านมาแล้ว
“คนไทยต่างหาก” ผมแย้งสวนทันที
“ไม่เคยได้ยินชื่อชนชาติเช่นนี้มาก่อน แกผิวสีขี่ช้าง ต้องเป็นคาเทจแน่ๆ อย่ามาพูดปลด แล้วบ้านเมืองแกปกครองด้วยระบอบอะไร” โสเครติสยิงคำถามต่อ
“ประชาธิปไตย...เอ๊ะ...แต่ตอนนี้ไม่ใช่ มีคณะปกครองชั่วคราว”
“คณะปกครองที่ว่ามาจากชนชั้นนำหรือเปล่า...ถ้าใช่ถือว่าบ้านเมืองเจ้าดีงาม เพราะประเทศที่เจริญต้องปกครองโดยอภิชนาธิปไตย”

ผมรีบดื่มไวน์ห่วยๆ แก้วนั้นจนหมด แล้วเดินแหวกออกจากกลุ่มชนเหล่านั้นโดยไม่ร่ำลา เพราะดูท่าแล้ว อยู่ต่อไปโสเครติสคงต้องยิงคำถามไม่หยุดตามนิสัย และก็คงโยงทุกอย่างวกเข้ามาที่ความเชื่อในปรัชญาเรื่องความดีที่ตัวเขาเองเชื่อ ซึ่งผมได้อ่านหลักคำสอนของเขามาบ้างแล้วก่อนที่จะมาร่วมปาร์ตี้ซิมโพเซียมนี้




Translate

รายการบล็อกของฉัน